กลับมาสิลูก! นาทีชีวิต ดึงหนูน้อยจากมือมัจจุราช หลังเด็กชาย จมน้ำหมดสติ แต่โชคดีมีนางฟ้ามาช่วย ลุ้นจนน้ำตาไหล!(คลิป)

คนตกน้ำหรือจมน้ำเกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยเฉพาะกับเด็กที่มักจะไปเล่นน้ำในคูคลองแถวที่พักอาศัยบ่อย ๆ หรือแม้แต่กับบุคคลทั่วไปที่ไปเที่ยวน้ำตก ทะเล ทั้งคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น หรือแม้แต่คนที่ว่ายน้ำคล่องก็อาจเกิดภาวะฉุกเฉินอย่างตะคริวเล่นงานจนไม่สามารถว่ายน้ำต่อได้

และล่าสุดก็มีเรื่องราวสุดระทึก ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก แน๊ต วัชราภรณ์ ได้โพสต์ คลิปเหตุการณ์ เด็กน้อยจมน้ำก่อนจะมีพลเมืองดี กระโดดลงไปช่วย แล้วนำตัวของน้องที่สำลักน้ำจนหมดสติขึ้นมา ซึ่งในคลิปยังมีสาวอีกคนตรงเข้ามาช่วย ปั๊มหัวใจ พร้อมกับชายอีกคนเข้ามาชายผายปอด จนเด็กชาย ลืมตาขึ้นมา ขณะที่มือเท้ายังเกร็งเพราะอาการช็อค

ซึ่งในคลิปนี้ผูโพสต์ระบุว่า

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ถูกต้องและได้ผลที่สุดในการช่วยชีวิตคนจมน้ำ หากปฏิบัติถูกต้องแล้ว โอกาสรอดของผู้ประสบเหตุจะมีสูงมากจากเหตุการณ์ข้างต้นนี้ ถือว่าเป็นการประฐมพยาบาลเบื้องต้น ทีทำได้อย่างน่าชื่นชม ก่อนจะส่งผู้ประสบเหตุถึงมือแพทย์ เพราะหากไม่มีการประฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว เด็กอาจจะขาดอากาศหายใจนานเกินไปจนถึงแก่ชีวิตได้

ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของคนรอบข้างและตัวเราเอง การเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อช่วยชีวิตคนจมน้ำจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ควรศึกษาไว้อย่างยิ่ง

วิธีช่วยเด็กจมน้ำ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เด็กจมน้ำเป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งเราช่วยเด็กจมน้ำได้ดังวิธีเดียวกับการช่วยคนจมน้ำในข้างต้น ทว่าสิ่งหนึ่งที่ควรต้องระวังคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ไม่ถูกหลัก เช่น อุ้มเด็กพาดบ่าแล้วเขย่ากระทุ้งบริเวณหน้าท้อง หวังให้น้ำที่เด็กสำลักเข้าไปออกมาจากร่างกาย หรือการนำเด็กมานอนคว่ำบนกระทะใบบัวแล้วรีดน้ำออก ซึ่งวิธีเหล่านี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำที่ออกมานั้นเป็นน้ำในกระเพาะ ไม่ใช่น้ำที่เด็กสำลักลงสู่ปอด และเด็กอาจเกิดอาการช้ำจากแรงกระแทกได้

ดังนั้นวิธีช่วยเด็กจมน้ำที่ดีที่สุด เมื่อนำตัวเด็กขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้แล้ว ในกรณีที่เด็กรู้สึกตัว ให้รีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่เด็กหมดสติ เช็กว่ายังมีลมหายใจอยู่ไหม หัวใจเต้นหรือเปล่า ถ้าไม่ ให้โทร. เรียกหน่วยรถพยาบาลหรือหน่วยกู้ภัยโดยด่วน จากนั้นให้ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยนวดหัวใจสลับกับการช่วยหายใจ

การนวดหัวใจสามารถทำได้ ดังนี้

วิธีช่วยคนจมน้ำ

1. จัดให้ผู้ประสบเหตุนอนราบบนพื้นแข็ง

2. วัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของผู้ป่วยขึ้นไป จนถึงปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว จากนั้นใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก

3. ผู้ช่วยเหลือยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสอง และลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของผู้เจ็บป่วยทั้งในผู้ใหญ่และเด็กโต กดลงไปลึกประมาณ 2 นิ้ว หรือประมาณ 5 เซนติิเมตร ของความหนาหน้าอก โดยกดลงไปในแนวดิ่ง และอย่ากระแทก ทั้งนี้ให้ทำสลับกับการเป่าปาก โดยเป่าปาก 2 ครั้ง กดหน้าอก 30 ครั้ง

4. ผ่อนมือที่กดขึ้นให้เต็มที่เพื่อให้ทรวงอกมีการขยายตัว และหัวใจได้รับเลือดที่อุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่ผ่อนมือไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูง มือยังคงสัมผัสอยู่ที่กระดูกหน้าอก อย่ายกมือออกจากหน้าอก จะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย และมีเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้มีการไหลเวียนเลือดในร่างกาย

5. การกดนวดหัวใจควรนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอัตราเร็วอย่างน้อย 100 ครั้ง/นาที ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่ได้ผล

วิธีการช่วยหายใจด้วยการเป่าปาก

เริ่มจากเปิดทางเดินหายใจ โดยให้เด็กนอนราบ กดหน้าผากลง และเชยคางขึ้นเบา ๆ จากนั้นมองที่หน้าอกหรือท้องว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ มีเสียงลมหายใจดังหรือเปล่า หรือใช้หลังมืออังบริเวณจมูกและปากของเด็ก เพื่อเช็กลมหายใจ แต่ถ้าเด็กยังไม่หายใจ แนะนำให้ผายปอดด้วยวิธีที่ถูกต้องดังนี้

1. จับศีรษะให้หงายขึ้นให้มากที่สุด ใช้ฝ่ามือกดหน้าผากของผู้ประสบเหตุไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบจมูก จากนั้นใช้ปากครอบลงบนปากของผู้ป่วยให้มิด แล้วเป่าลมเข้าไปให้สุดลมหายใจของเรา

3. ถ้าเห็นอกไม่ขยาย ให้ปล่อยมือที่บีบจมูกไว้ จากนั้นเป่าลมเข้าไปใหม่ ทำสลับกับการนวดหัวใจ โดยนวดหัวใจ 30 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง

หมายเหตุ: ถ้ามีคนช่วย 2 คน วิธีช่วยคือเป่าปาก 1 คน นวดหัวใจ 1 คน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถหายใจได้เองแล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง โดยให้ศีรษะหงายไปข้างหลังเพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้ประสบเหตุ หรือห่มผ้าเพิ่มความอบอุ่นให้เขา ที่สำคัญอย่าให้ผู้ที่จมน้ำดื่มน้ำหรือกินอาหารทางปาก จนกว่าจะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ และได้รับความปลอดภัย 100% แล้ว